Penrose Drain

ภายหลังการผ่าตัดหรือการบาดเจ็บ สามารถเกิดช่องว่างระหว่างชั้นเนื้อเยื่อที่เรียกว่า dead space ซึ่งบริเวณนี้อาจมีการสะสมของของเหลว ทำให้เป็นแหล่งเพาะเชื้อแล้วเกิดการติดเชื้อได้ นอกจากนี้การสะสมของของเหลวยังทำให้เนื้อเยื่อเกิดการขยายตัวและตึง ส่งผลให้สัตว์เกิดความเจ็บปวด ลดการไหลเวียนเลือดไปยังเนื้อเยื่อ (tissue perfusion) และทำให้การสมานของแผลล่าช้า  การวางท่อระบาย(drains) เพื่อช่วยระบายของเหลวและ/หรืออากาศออกจากเนื้อเยื่อ จึงมีประโยชน์ในการจัดการบาดแผล เนื่องจากเป็นการปรับสภาพแวดล้อมของแผลให้เหมาะสมและส่งเสริมกระบวนการหายของแผล โดยทั่วไปท่อระบายสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามกลไกการทำงานของท่อ ได้แก่ ท่อที่อาศัยแรงโน้มถ่วง แรงดันระหว่างเนื้อเยื่อ และการเคลื่อนไหวของสัตว์ในการระบายของเหลว หรือที่เรียกว่า Passive drains และท่อที่อาศัยแรงดูดจากระบบสุญญากาศ หรือที่เรียกว่า Active drains

 

ท่อชนิด Passive drians ที่มีการใช้อย่างแพร่หลายได้แก่ ท่อ Penrose ซึ่งเป็นท่อที่ผลิตจาก latex ชนิดอ่อนนุ่ม ยืดหยุ่น และสามารถโค้งงอได้ ของเหลวจากบาดแผลจะถูกดึงเข้าสู่พื้นผิวของท่อระบายด้วย capillary action โดยการระบายส่วนใหญ่เกิดขึ้นบริเวณผิวด้านนอกของท่อ จากนั้นของเหลวจะไหลออกจากปลายท่อด้วยแรงโน้มถ่วง Penrose เหมาะสำหรับใช้ในบาดแผลขนาดเล็กที่คาดว่ามีของเหลวสะสมในปริมาณไม่มาก ตำแหน่งของแผลไม่ลึก เช่น บริเวณช่องว่างใต้ผิวหนัง (subcutaneous space) หรือระหว่างชั้นกล้ามเนื้อตื้น (superficial muscle layers)

ขั้นตอนการวางท่อ Penrose

กรณีแผลผ่าตัด

1. สอดท่อระบายเข้าไปในโพรงแผล เย็บยึดปลายสายระบายเข้ากับผิวหนังบริเวณด้านบนของแผล ด้วย interrupted suture

2. เลือกตำแหน่งทางออกของท่อระบาย โดยเลือกบริเวณที่อยู่ต่ำที่สุดของบาดแผล เพื่อให้ของเหลวสามารถระบายออกได้ และควรเลือกตำแหน่งให้ห่างจากแนวแผลผ่าตัดหลักอย่างน้อย 1 ซม.

3. ใช้คีมห้ามเลือดยกผิวหนังบริเวณที่ต้องการให้โป่งขึ้น กางปลายคีมห้ามเลือดออกเล็กน้อยแล้วใช้ใบมีดผ่าตัดกรีดแผลขนาดเล็ก เพื่อสร้างทางออกสำหรับท่อระบาย

**คีมห้ามเลือดช่วยให้การกรีดแผลทำได้ง่ายขึ้น และช่วยป้องกันการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อชั้นลึกที่อยู่ด้านล่าง

4. สอดคีมห้ามเลือดผ่านแผลที่กรีดไว้ แล้วนำท่อระบายออกสู่ภายนอก

5. เย็บยึดท่อระบายเข้ากับผิวหนังด้วย interrupted suture ผ่านผิวหนังด้านหนึ่งของแผลกรีดและผ่านตัวท่อระบาย

 

กรณีแผลมีปากแผลไม่ใหญ่ (แผลถูกกัด)

1. สอดคีมห้ามเลือดผ่านปากแผลเดิม เพื่อสำรวจแนวแผลแล้วหาตำแหน่งที่ต่ำที่สุดของบาดแผล

2. ใช้คีมห้ามเลือดยกผิวหนังบริเวณที่ต้องการให้โป่งขึ้น กางปลายคีมห้ามเลือดออกเล็กน้อยแล้วใช้ใบมีดผ่าตัดกรีดแผลขนาดเล็ก เพื่อสร้างทางออกสำหรับท่อระบาย

3. ใช้คีมห้ามเลือดคีบปลายท่อระบายและดึงย้อนกลับผ่านช่องที่กรีดไว้ 

4. เย็บยึดท่อระบายเข้ากับผิวหนังด้วย interrupted suture

การดูแลสัตว์ป่วยหลังใส่ท่อระบาย

- หากมีการพันแผล ควรเปลี่ยนผ้าพันแผลก่อนที่ผ้าพันแผลเปียกชื้น

- หากไม่มีการพันแผล ควรแนะนำเจ้าของสัตว์ให้ดูแลบริเวณท่อระบายให้สะอาดอยู่เสมอ และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้บาดแผลหรือท่อระบายเกิดการปนเปื้อน

- สัตว์ป่วยควรสวมปลอกคอกันเลียหรืออุปกรณ์ป้องกันอื่นๆเพื่อป้องกันการเลีย การกัด หรือการดึงสายระบายออกโดยไม่ตั้งใจ 

- ควรถอดท่อระบายออก 3–5 วันหลังการใส่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของเหลว หากมีของเหลวเพียงเล็กน้อย อาจพิจารณาถอดสายระบายได้ตั้งแต่ 48 ชั่วโมงหลังการใส่

 ................

Reference: 

Techniques in Small Animal Wound Management

BSAVA Manual of Canine and Feline Wound Management and Reconstruction, Second edition

https://www.cliniciansbrief.com/article/wound-drain-placement

..................

บทความโดย สพ.ญ.อภิลักษณ์ มหัธนันท์
..................

#BEC​ #becvet #BECpremium #ครบจบที่BEC #เครื่องมือสัตวแพทย์​ #คลินิกสัตวแพทย์​ #โรงพยาบาลสัตว์​ #อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง​ #อุปกรณ์สัตวแพทย์  #Penrose #ท่อระบายแผล